การเบียดเบียนชาวเพแกนในจักรวรรดิโรมันตอนปลาย: จากความหลากหลายสู่การบังคับ
การเบียดเบียนชาวเพแกนในจักรวรรดิโรมันตอนปลาย การเบียดเบียนชาวเพแกน (Paganism) ในจักรวรรดิโรมันตอนปลายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากความหลากหลายทางความเชื่อและความอดทนทางศาสนาไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงว
สรุปใจความสำคัญ
- การเบียดเบียนชาวเพแกนเริ่มต้นในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช โดยเริ่มจากการทำลายวิหารในเยรูซาเล็ม
- กฎหมายต่อต้านชาวเพแกนเริ่มเข้มงวดขึ้นในศตวรรษที่ 4 และ 5 โดยมีการห้ามเซ่นไหว้และบูชารูปเคารพ
- สถาบันอะคาเดมี่แห่งเอเธนส์ถูกสั่งปิดในปี ค.ศ. 529 โดยจักรพรรดิจัสตินเนียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการศึกษาแบบเพแกน
การเบียดเบียนชาวเพแกน (Paganism) ในจักรวรรดิโรมันตอนปลายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากความหลากหลายทางความเชื่อและความอดทนทางศาสนาไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อกำจัดความเชื่อดั้งเดิมของโรมันและส่งเสริมศาสนาคริสต์ให้เป็นศาสนาหลักของรัฐ

จุดเริ่มต้นและการขยายตัวของการกดขี่
การเบียดเบียนเริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (ครองราชย์ ค.ศ. 306–337) โดยเริ่มจากการทำลายวิหารเพแกนในเมืองเอเลีย แคปิโตลินา (เยรูซาเล็ม) เพื่อสร้างโบสถ์คริสต์ โดยคอนสแตนตินใช้ข้ออ้างเรื่องการ "ทวงคืน" ทรัพย์สินของคริสต์ศาสนิกชนที่เคยถูกยึดไปในอดีต
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 313 เป็นต้นมา (ยกเว้นในช่วงสั้นๆ ของจักรพรรดิจูเลียน) ชาวที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชนต้องเผชิญกับกฎหมายที่เลือกปฏิบัติและเป็นศัตรู ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อระงับการเซ่นไหว้และเวทมนตร์ รวมถึงการสั่งปิดวิหารที่ยังคงมีการใช้งานอยู่
กฎหมายและการบังคับใช้
- จักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่ 2: ในปี ค.ศ. 341 ได้ออกกฎหมายห้ามการเซ่นไหว้ของชาวเพแกนในอิตาลี และในปี ค.ศ. 356 ได้ออกกฎหมายห้ามการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และรูปเคารพ โดยกำหนดให้เป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต
- การจำกัดสิทธิ: ครูผู้สอนชาวเพแกน (รวมถึงนักปรัชญา) ถูกสั่งห้ามสอน และถูกถอนใบอนุญาต parrhesia (เสรีภาพในการพูด) ซึ่งเป็นสิทธิที่ใช้มานานนับพันปี
การล่มสลายของลัทธิเพแกน
แม้จะมีการข่มขู่ทางกฎหมายและความรุนแรงจากฝูงชนในบางครั้ง แต่ลัทธิเพแกนยังคงแพร่หลายจนถึงต้นศตวรรษที่ 5 และในบางพื้นที่ เช่น กรีซ ยังคงอยู่จนถึงศตวรรษที่ 9
ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิเกรเชียน, วาเลนทิเนียนที่ 2 และธีโอโดซิอุสที่ 1 นโยบายต่อต้านชาวเพแกนมีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งถึงยุคของจักรพรรดิจัสตินเนียนที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ. 527–565) ซึ่งมีการเปลี่ยนวิหารเพแกนให้เป็นโบสถ์คริสต์อย่างกว้างขวาง
มุมมองของนักวิชาการ
นักวิชาการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักในการวิเคราะห์การล่มสลายของลัทธิเพแกน:
- กลุ่ม Catastrophists: มองว่าลัทธิเพแกนล่มสลายอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 และต้นศตวรรษที่ 5 เนื่องจากการออกกฎหมายที่รุนแรงและความรุนแรงจากคริสต์ศาสนิกชน
- กลุ่มนักวิชาการร่วมสมัย: มองว่าเป็นกระบวนการเสื่อมถอยอย่างช้าๆ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 และดำเนินต่อไปจนถึงศตวรรษที่ 7 โดยเชื่อว่ามีความขัดแย้งระหว่างชาวเพแกนและคริสต์ศาสนิกชนน้อยกว่าที่เคยคิดไว้
บทสรุปและการสิ้นสุด
ในปี ค.ศ. 529 จักรพรรดิจัสตินเนียนสั่งปิดสถาบันอะคาเดมี่แห่งเอเธนส์ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของศูนย์กลางการเรียนรู้แบบเพแกนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยครูผู้สอนบางส่วนได้ลี้ภัยไปยังเมืองฮาร์ราน (ในตุรกีปัจจุบัน) ซึ่งลัทธิเพแกนยังคงอยู่รอดจนถึงศตวรรษที่ 10 ก่อนจะถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนาในปี ค.ศ. 933
การถกเถียงเรื่องความอดทนทางศาสนา
มีการถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่าศาสนาโรมันดั้งเดิมมีความ "อดทน" หรือไม่ นักวิชาการบางคน เช่น แรมเซย์ แมคมาลเลน มองว่าจักรวรรดิโรมันมีความอดทนอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ปีเตอร์ การ์นซีย์ แย้งว่าการยอมรับเทพเจ้าต่างชาติไม่ใช่ความอดทนในความหมายสมัยใหม่ แต่เป็นการทำให้เทพเจ้าเหล่านั้น "สยบยอม" ต่ออำนาจของโรม
คำถามที่พบบ่อย
การเบียดเบียนชาวเพแกนในโรมเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด?
เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (ครองราชย์ ค.ศ. 306–337) โดยเริ่มจากการยึดคืนพื้นที่และทำลายวิหารเพแกนในเยรูซาเล็ม
ใครคือจักรพรรดิที่สั่งปิดสถาบันอะคาเดมี่แห่งเอเธนส์?
จักรพรรดิจัสตินเนียนที่ 1 ซึ่งสั่งปิดสถาบันดังกล่าวในปี ค.ศ. 529
นักวิชาการมองการล่มสลายของลัทธิเพแกนอย่างไร?
แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มองว่าล่มสลายอย่างรวดเร็วเนื่องจากความรุนแรงและกฎหมายที่รุนแรง (Catastrophists) และกลุ่มที่มองว่าเป็นการเสื่อมถอยอย่างช้าๆ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2

