← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Digital Public Library of America (DPLA) คืออะไร? แหล่งรวมความรู้ดิจิทัลของสหรัฐฯ

Digital Public Library of America (DPLA) Digital Public Library of America (DPLA) หรือ ห้องสมุดดิจิทัลสาธารณะแห่งอเมริกา เป็นโครงการระดับชาติของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการสร้างระบบการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัลจากสถาบันทาง

สรุปใจความสำคัญ

  • DPLA เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2013
  • ทำหน้าที่เป็นแคตตาล็อกรวมสำหรับเนื้อหาที่เป็นสาธารณสมบัติและได้รับอนุญาตแบบเปิดจากสถาบันทางวัฒนธรรมทั่วสหรัฐฯ
  • โครงการ The Banned Book Club ใช้ GPS เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงหนังสือที่ถูกแบนในพื้นที่ของตนเองได้ฟรี
  • ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Alfred P. Sloan Foundation และ Bill & Melinda Gates Foundation

Digital Public Library of America (DPLA) หรือ ห้องสมุดดิจิทัลสาธารณะแห่งอเมริกา เป็นโครงการระดับชาติของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการสร้างระบบการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัลจากสถาบันทางวัฒนธรรมและหน่วยงานเก็บรักษาข้อมูลในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงความรู้และข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างอิสระและเท่าเทียม

ภาพรวมของ DPLA

DPLA ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการค้นหา (Discovery Tool) หรือแคตตาล็อกรวม (Union Catalog) สำหรับเนื้อหาที่เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) และเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตแบบเปิด (Openly Licensed Content) ซึ่งรวบรวมมาจากหอจดหมายเหตุ, ห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ และสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

จุดประสงค์และวิสัยทัศน์

โครงการนี้เริ่มต้นโดย Berkman Center for Internet & Society ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2010 โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิ Alfred P. Sloan Foundation รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและมูลนิธิอื่นๆ เช่น National Endowment for the Humanities และ Bill & Melinda Gates Foundation

เป้าหมายหลักของ DPLA คือการรวบรวมแหล่งข้อมูลที่กระจัดกระจาย เช่น หอสมุดรัฐสภา (Library of Congress), Internet Archive และคอลเลกชันของมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาไว้ในจุดเดียว เพื่อสร้างทรัพยากรส่วนกลางที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับทุกคน โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนห้องสมุดแบบดั้งเดิม แต่เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูล

โครงการพิเศษ: The Banned Book Club

ในเดือนกรกฎาคม 2023 DPLA ได้เปิดตัว The Banned Book Club เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การสั่งแบนหนังสือในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นทรัพยากรออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถยืมหนังสือที่ถูกแบนในท้องถิ่นของตนเองได้

  • การทำงาน: ระบบจะใช้ GPS เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ใช้ และแสดงรายการหนังสือที่ถูกแบนในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงหนังสือเหล่านั้นได้ฟรี
  • แคมเปญโซเชียลมีเดีย: ในเดือนพฤษภาคม 2024 ได้มีการเปิดตัวแคมเปญ "The Banned Book of the Week" เพื่อแนะนำหนังสือที่ถูกแบนในแต่ละสัปดาห์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย

John S. Bracken ผู้อำนวยการบริหารของ DPLA ระบุว่าโครงการนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับประกันว่าชาวอเมริกันทุกคนจะสามารถเข้าถึงหนังสือที่พวกเขาต้องการอ่าน เนื่องจาก "การแบนหนังสือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อเสรีภาพของเรา"

ประวัติและการก่อตั้ง

DPLA เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 เมษายน 2013 หลังจากผ่านขั้นตอนการพัฒนามาเป็นเวลาสองปีครึ่ง

คณะกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง

ในช่วงเริ่มต้น มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเพื่อกำหนดทิศทางของโครงการ โดยมีบุคคลสำคัญ เช่น Cathy Casserly (CEO ของ Creative Commons) และ John Palfrey จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นอกจากนี้ Daniel J. Cohen ยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการบริหารคนแรกในเดือนมีนาคม 2013

ข้อวิพากษ์วิจารณ์

ในช่วงการวางแผน มีข้อกังวลว่าโครงการนี้อาจจะซ้ำซ้อนกับความพยายามอื่นๆ เช่น Project Gutenberg หรืออาจทำให้รัฐบาลท้องถิ่นใช้เป็นข้ออ้างในการลดงบประมาณสนับสนุนห้องสมุดสาธารณะแบบดั้งเดิม (Brick-and-mortar libraries) นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์และ "ผลงานกำพร้า" (Orphan Works) ซึ่งเป็นผลงานที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ไม่สามารถติดต่อเจ้าของได้

คำถามที่พบบ่อย

Digital Public Library of America (DPLA) คืออะไร?

DPLA คือเครื่องมือค้นหาและแคตตาล็อกรวมที่รวบรวมทรัพยากรดิจิทัลจากห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ได้ฟรีและสะดวก

The Banned Book Club ของ DPLA คืออะไร?

เป็นบริการออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงหนังสือที่ถูกแบนในห้องสมุดท้องถิ่นของตนเอง โดยใช้ระบบ GPS เพื่อระบุตำแหน่งและนำเสนอหนังสือที่ถูกแบนในพื้นที่นั้นๆ

DPLA ถูกสร้างขึ้นเพื่อมาแทนที่ห้องสมุดสาธารณะแบบดั้งเดิมหรือไม่?

ไม่ใช่ DPLA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทรัพยากรส่วนกลางที่ส่งเสริมการสนับสนุนห้องสมุดและผู้ใช้บริการ โดยไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้มาทดแทนห้องสมุดสาธารณะที่มีอยู่เดิม