← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Charles Cripps, 1st Baron Parmoor: นักการเมืองผู้เปลี่ยนขั้วสู่พรรคแรงงาน

Charles Cripps, 1st Baron Parmoor: จากนักกฎหมายชั้นนำสู่ผู้นำพรรคแรงงาน Charles Alfred Cripps หรือที่รู้จักในนาม 1st Baron Parmoor (3 ตุลาคม 1852 – 30 มิถุนายน 1941) เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษที่มีเส้นทางชีวิตที่น่าส

สรุปใจความสำคัญ

  • ย้ายจุดยืนทางการเมืองจากพรรคอนุรักษนิยม (Unionist) ไปสู่พรรคแรงงาน (Labour Party)
  • ดำรงตำแหน่ง Lord President of the Council ในรัฐบาลพรรคแรงงาน
  • เป็นผู้สนับสนุนตัวยงของการก่อตั้งสันนิบาตชาติ (League of Nations) เพื่อสันติภาพโลก
  • เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของเจ้าชายแห่งเวลส์ (Attorney-General to the Prince of Wales) ยาวนานเกือบ 20 ปี

Charles Alfred Cripps หรือที่รู้จักในนาม 1st Baron Parmoor (3 ตุลาคม 1852 – 30 มิถุนายน 1941) เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษที่มีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเขาเป็นบุคคลที่สร้างความฮือฮาด้วยการย้ายจุดยืนทางการเมืองจากพรรคอนุรักษนิยม (Conservative) ไปสู่พรรคแรงงาน (Labour Party) นอกจากนี้เขายังเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของสันนิบาตชาติ (League of Nations) และกิจกรรมต่างๆ ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England)

Lord Parmoor
Lord Parmoor ในช่วงบั้นปลายชีวิต

ชีวิตช่วงต้นและการก้าวเข้าสู่เส้นทางกฎหมาย

Cripps เกิดในปี 1852 ที่ West Ilsley รัฐเบิร์กเชียร์ เป็นบุตรชายคนที่สามของ Henry William Cripps ทนายความผู้มั่งคั่ง เขาได้รับการศึกษาที่ Winchester College และ New College, Oxford โดยได้รับทุนการศึกษาและคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งถึงสี่สาขาที่ Oxford ก่อนจะได้รับตำแหน่ง Fellowship ที่ St John's College เป็นเวลาหกปี

เขาเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพกฎหมายโดยได้รับการเรียกตัวเข้าสู่ Middle Temple ในปี 1877 และก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนได้เป็น Queen's Counsel ในปี 1890 และ Bencher ของ Middle Temple ในปี 1893 จุดสูงสุดในสายงานกฎหมายช่วงแรกคือการได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการสูงสุดของเจ้าชายแห่งเวลส์ (Attorney-General to the Prince of Wales) ในปี 1895 ซึ่งเขารับตำแหน่งนี้ยาวนานจนถึงปี 1914 ภายใต้เจ้าชายสามพระองค์ และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Royal Victorian Order ในปี 1908

Charles Alfred Cripps
ภาพวาด Charles Alfred Cripps จากนิตยสาร Vanity Fair ปี 1902

บทบาทในรัฐสภาและการก้าวสู่บรรดาศักดิ์

แม้ว่าในภายหลัง Cripps จะอ้างว่าตนเองสนับสนุนพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) มาโดยตลอด แต่ด้วยความเคารพต่อบิดาที่เป็นอนุรักษนิยมสายแข็ง เขาจึงเริ่มเข้าสู่การเมืองในฐานะสมาชิกพรรค Unionist และได้รับเลือกเป็น ส.ส. เขต Stroud ในปี 1895

นอกเหนือจากการเมือง เขาเป็นชาวแองกลิกันที่เคร่งครัดในสาย High Church และมีบทบาทสำคัญในคริสตจักร โดยได้รับแต่งตั้งเป็น Vicar-General ของ York ในปี 1900 และของ Canterbury ในปี 1902 ต่อมาในปี 1914 รัฐบาลเสรีนิยมได้มอบบรรดาศักดิ์ให้เขาเป็น Baron Parmoor แห่ง Frieth ในมณฑลบัคกิงแฮม

จุดเปลี่ยนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทัศนคติทางการเมืองของ Baron Parmoor เขามองว่าการตัดสินใจเข้าสู่สงครามเป็นความหายนะ เขาคัดค้านการเกณฑ์ทหารและแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (Conscientious Objectors) ซึ่งเขามองว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรงเกินไป

หลังสงคราม เขาหันมาสนใจงานด้านมนุษยธรรมและสันติภาพ โดยการก่อตั้ง 'Fight the Famine Council' เพื่อต่อสู้กับความอดอยาก และผลักดันให้มีการจัดตั้งสันนิบาตชาติเพื่อป้องกันสงครามในอนาคต

การเข้าร่วมพรรคแรงงานและบทบาทรัฐมนตรี

ในปี 1923 Parmoor ประทับใจในนโยบายสันติภาพของพรรคแรงงาน และได้รับคำเชิญจาก Ramsay MacDonald ให้เข้าร่วมพรรค เขาได้รับแต่งตั้งเป็น Lord President of the Council และผู้นำร่วมของสภาขุนนาง (House of Lords) โดยมีหน้าที่สำคัญในการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลผ่านสภาขุนนางที่ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐบาลแรงงาน

นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของอังกฤษในสภาสันนิบาตชาติ (Council of the League of Nations) ในปี 1924 และกลับมารับตำแหน่ง Lord President of the Council อีกครั้งในรัฐบาลแรงงานชุดที่สอง (1929–1931) แม้ในขณะนั้นเขาจะมีอายุถึง 76 ปีแล้วก็ตาม

ชีวิตครอบครัว

ในปี 1881 Charles Cripps แต่งงานกับ Theresa Potter ลูกสาวของ Richard Potter ส.ส. สายก้าวหน้า และเป็นน้องสาวของ Beatrice Webb ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจของอังกฤษ ทั้งคู่มีบุตรชาย 4 คน ซึ่งสองคนแรกได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อมา

คำถามที่พบบ่อย

Baron Parmoor คือใคร?

เขาคือนักการเมืองและนักกฎหมายชาวอังกฤษ (Charles Alfred Cripps) ที่มีชื่อเสียงจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจากอนุรักษนิยมมาเป็นพรรคแรงงาน และมีบทบาทสำคัญในสภาขุนนางและสันนิบาตชาติ

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเข้าร่วมพรรคแรงงาน?

ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เขามองว่าสงครามเป็นความหายนะ และเขาไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองสู่แนวทางสันติภาพของพรรคแรงงาน

บทบาทสำคัญของเขาในคริสตจักรแห่งอังกฤษคืออะไร?

เขาเป็นชาวแองกลิกันที่เคร่งครัด และได้รับแต่งตั้งเป็น Vicar-General ของทั้ง York และ Canterbury รวมถึงเป็นประธานคนแรกของ House of Laity ใน National Church Assembly